เคยไหม..เห็นเพื่อนในเฟซมันถึงตื่นตี 4 มาวิ่งกันจังวะ ลงสตอรี่เหงื่อท่วมหน้าตาเหมือนโดนบังคับไปใช้แรงงาน แถมบางวันมีซ้อมวิ่งยาว (Long Run) หลายสิบๆ โล บางทีก็คิดไปว่า ฮั่นแน่.. "ขิงแน่เลย อยากให้คนมากดไลก์"

 

บอกตรงนี้เลยว่า... มีส่วน (555) แต่ส่วนใหญ่น่ะ ไม่ใช่นะเว้ย
ความจริงที่นักวิ่งมักรู้กัน..
ไม่ได้ซ้อมหนักเพื่อเอาไปขิงใส่กันหรอก เพราะเอาเข้าจริง เส้นชัยมันไม่ได้แจกรางวัลให้คนที่ซ้อมโหดที่สุด แต่มันแจกให้คนที่ "รอดชีวิต" หน้าสวย ๆ กลับมาต่างหาก
ลองนึกตามนะ

วันแข่งจริงปล่อยตัวปุ๊บ ความตื่นเต้นสูบฉีด อะดรีนาลีนพลุ่งพล่าน สปีดแรกๆ จะมันส์เท้ามาก
ผ่านไปสักกิโลที่ 21 ขาเริ่มตึง หนักอย่างกะโดนตุ้มถ่วง เริ่มก้าวไม่ออก และโดดก็เป็นใจเริ่มแผดเผารับอรุณ
ถ้า "ซ้อมมาน้อย" ตอนนั้นล่ะมรุงเอ้ย ๆ ๆ นรกบนดินของแทร่ กายใจจะเริ่มส่งเสียงกรี๊ดดด ตะคริวจะกินน่อง หิว คิดถึงบ้าน อยากจะล้มตัวลงนอนตรงนั้นแล้วเรียกแทกซี่กลับบ้าน (พรี่ผ่านมาแล้ว)

ไอ่ความทรมานระดับ 10/10 แบบนั้นแหละ
มันคือดอกเบี้ยที่เราต้องจ่ายคืนให้กับการ "ขี้เกียจซ้อม" เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน (รู้ทั้งรู้)

"ซ้อมให้ทรมานในสนามซ้อม ดีกว่าไปทรมานในสนามจริง"
นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมเราต้องตื่นเช้า ต้องยอมวิ่งตากฝน ต้องวิ่งวนไปวนมาในสวนสาธารณะจนเบื่อหน้ากันไปข้าง
"เรายอมทรมาน ทิ้งความสบาย นอนน้อย ปวดขา อยู่ในสนามซ้อม... เพื่อที่วันจริงเราจะได้ยิ้มสวยๆ วิ่งเข้าเส้นชัยแบบขาไม่พังต่างหาก"
วันแข่งจริง เราไม่ได้อยากเป็นนักวิ่งที่ต้องเดินกะโผลกะกะ เดินไปร้องไห้ไป หรือต้องไปขอยานวดน่องที่รถพยาบาล เราอยากเป็นคนเท่ๆ คูลๆ ที่วิ่งเข้าเส้นชัยแล้วยังมียิ้มไว้ถ่ายรูปสวยๆ ไปอวดลงโซเชียลต่างหากเล่า

เพราะฉะนั้น ใครที่กำลังบ่นว่าช่วงนี้เหนื่อย ซ้อมไม่ไหว
"ฮึดอีกนิด" เจ็บปวดตอนนี้ ดีกว่าไปทรมานร้องขอชีวิตที่กิโลที่ 30 แน่นอน
ว่าแต่... วีคเอนท์นี้ จะตื่นทันซ้อมยาว หรือจะนอนตื่นสายแล้วไปทรมานวันจริง เลือกเอา

#ไปวิ่งกัน
#เราไม่ได้ซ้อมหนักเพื่อไปอวดใคร #แต่ซ้อมเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องทรมานในวันจริง
แชร์บทความนี้ให้เพื่อน
คัดลอกลิงก์แล้ว!