เคยนั่งถามตัวเองตอนตีสองครึ่งไหมว่า “ฉันมาทำอะไรที่นี่”

ในขณะที่ทำงานเหนื่อยมาทั้งสัปดาห์ วันหยุด คือ ควรนอนตื่นสายๆ เปิดแอร์ฉ่ำๆ หรือไปคาเฟ่เก๋ๆ ป่ะ!
แต่ตัดภาพมาที่พวกเราชาว “ไปวิ่งกัน” สิ่งที่เราทำคือ กดแย่งบิบสมัครงานวิ่ง ขับรถข้ามจังหวัดหลายร้อยกิโล จองโรงแรมจ่ายเงินค่านอนแพงๆ แต่ได้นอนไปแค่ 3 -4 ชม. อาหารเช้าโรงแรมก็ไม่ได้กิน เพื่อลุกมาวิ่งให้เหนื่อยแทบขาดใจ

ความตลกคือ เราไม่ได้โดนใครบังคับนะ... กดสมัคร กดโอนเงินด้วยความเต็มใจและซะด้วย เผลอแอบกลัวสมัครไม่ทันอีก
มันคือ.. “วงจรความทรมานที่แสนสุขใจ”

พอเสียงแตรปล่อยตัวดังปุ๊บ กม. แรกๆ ทรงอย่างแบด แซงได้แซงจ้า หล่อเท่เหมือนนักวิ่งทีมชาติ แต่พอผ่านครึ่งทางเท่านั้นแหละ ชีวิตจริง 55 เริ่มหายใจทางผิวหนัง ตะคริวเริ่มมา หัวใจเต้นโซนสูง หน้าเริ่มหงิก ร่างกายเริ่มประท้วงว่า “เมื่อไรถึงวะ” ขาตึงพับปวดร้าวไปทั้งร่าง
แล้วทำไมพวกเรายังยอมเสียเงินมา "ทรมาน" กันอยู่นะ
นอกจากความสะใจที่ได้ Challenge ตัวเอง ชนะเสียงบ่นในหัวตัวเองแล้ว จริงๆ แล้วสิ่งที่พวกเรายอมจ่ายเงินซื้อ มันคือ "Vibe" (บรรยากาศ) และพลังงานพลังบวก ที่หาไม่ได้จากในสนามซ้อม

ในงานวิ่ง เราจะได้เอาตัวเองมาอยู่ท่ามกลางคนนับร้อยนับพันที่มี Mindset และทัศนคติ เหมือนกัน คนที่รักสุขภาพ คนที่มีความมุ่งมั่น และพร้อมที่จะเอาชนะขีดจำกัดของตัวเอง มองไปทางไหนก็เจอแต่คนส่งยิ้มให้กัน เชียร์กันป๊อกๆ แป๊กๆ แปะมือให้กำลังใจกันตลอดทาง แม้จะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
มันคือพลังงานดีๆ ที่ส่งต่อถึงกันว่า "เออ... เขาเหนื่อย เราก็เหนื่อย แต่เราจะไปเส้นชัยด้วยกัน" วินาทีที่เราพาร่างกายพังๆ ไปเหยียบพรมเส้นชัยสำเร็จ มันคือความภูมิใจที่เงินซื้อไม่ได้ (แม้ต้องเสียเงินสมัครก่อน 55)

วิ่งเสร็จ เดินลงบันไดขาสั่นพั่บๆ บ่นกับเพื่อนว่า “เข็ดแล้ว งานหน้าไม่มาแล้วนะ”
ตกเย็น มีลิงก์งานวิ่งใหม่เปิดรับสมัคร นิ้วเจ้ากรรมมันก็กดสมัครเฉยเลน สรุป “งานหน้ากี่โลดีนะ“ 
แชร์บทความนี้ให้เพื่อน
คัดลอกลิงก์แล้ว!