แต่ในการวิ่งระยะไกลแบบนี้ ระบบข้างในร่างกายเราก็ต้องทำงานอย่างขันแข็งเพื่อพาเราเข้าเส้นชัย

และนี่คือ 4 กลไกธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ที่นักวิ่งสายลุยควรรู้เท่าทันไว้

1. อุณหภูมิร่างกายพีคสูงสุด
เวลาเราวิ่งลากยาว ร่างกายจะขับเหงื่อเพื่อระบายความร้อนตลอดเวลา จนเมื่อเริ่มเข้าสู่สภาวะขาดน้ำ ระบบระบายความร้อนจะเริ่มติดขัด ทำให้อุณหภูมิแกนกลางในร่างกายดีดสูงขึ้นไปได้ถึง 39 องศาเซลเซียส เหมือนคนกำลังจับไข้เลย

2. ภาวะร่างกายเย็นลงเฉียบพลันหลังหยุดวิ่ง
เรื่องนี้มักเกิด "หลังเข้าเส้นชัย" ทันที ตอนวิ่งเสร็จใหม่ๆ อุณหภูมิร่างกายเรายังสูงอยู่ และถ้าอากาศรอบข้างเย็นหรือมีลมพัดแรง ร่างกายเราจะสูญเสียความร้อนอย่างรวดเร็วจนอุณหภูมิดิ่งต่ำกว่าปกติ เป็นเหตุผลว่าทำไมเรามักเห็นนักวิ่งโปรๆ รีบเอาผ้าฟอยล์หรือผ้าห่มมาคลุมตัวทันทีหลังจบการวิ่งเพื่อเซฟร่างกาย

3. ไตทำงานหนักชั่วคราว
มีผลวิจัยจากมหาวิทยาลัย Yale พบว่า นักวิ่งมาราธอนประมาณ 82% จะมีภาวะไตบาดเจ็บชั่วคราวหลังเข้าเส้นชัย เนื่องจากร่างกายสูญเสียน้ำและเลือดต้องแยกไปเลี้ยงกล้ามเนื้ออย่างหนัก ทำให้ไตกรองของเสียได้ช้าลง

ฟังดูน่ากลัวใช่ไหม? ไม่ต้องตกใจไปนะ เพราะนี่คือกลไกธรรมชาติของร่างกาย หลังจากวิ่งเสร็จเพียง 1-2 วัน เมื่อเราดื่มน้ำและพักผ่อนอย่างเพียงพอ ระบบไตก็จะฟื้นฟูกลับมาสมบูรณ์ 100% เหมือนเดิม แต่ข้อนี้ก็เตือนใจเราว่า ห้ามละเลยการจิบน้ำและเกลือแร่ระหว่างทางเด็ดขาดนะเพื่อนๆ

4. อาการชนกำแพง 
โดยเฉลี่ยแล้ว คนเราจะเผาผลาญพลังงานจากการวิ่งประมาณ 60-100 แคลอรี ในทุกๆ 1 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของแต่ละคน) พอเราวิ่งมาถึงกิโลเมตรที่ 32 พลังงานจากไกลโคเจนที่สะสมไว้ประมาณ 2,000 แคลอรีจะหมดเกลี้ยงลงๆ เกิดอาการที่เราเรียกว่าชนกำแพงนั่นเอง

การรู้ทันร่างกายตัวเอง จะช่วยให้เราวางแผนซ้อม แผนกิน และดูแลตัวเองหลังจากวิ่งยาวได้อย่างถูกต้อง เพื่อที่เราจะได้วิ่งได้อย่างปลอดภัยและมีความสุขไปนานๆ ครับ

#longrun
#วิ่งมาราธอน
#ไปวิ่งกัน 

แชร์บทความนี้ให้เพื่อน
คัดลอกลิงก์แล้ว!